วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

ลิงค์ ทฤษฏีการศึกษา

https://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?ID=5695
https://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?ID=5695

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตร

หลักสูตรไทยในอดีต

หลักสูตรไทยในอดีต
หลักสูตรไทย
1. ความเป็นมาของหลักสูตรไทย
                ความเป็นมาของการศึกษาไทยช่วยให้เห็นพัฒนาการด้านการศึกษาเป็นสำคัญ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ การจัดการศึกษาจะต้องสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมือง การศึกษาและหลักสูตรของไทยแต่โบราณกาล  เริ่มจากวัดและวัง คือการศึกษาและหลักสูตรในสมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยปฏิรูปการศึกษาเป็นแผนปัจจุบัน
1.1  การศึกษาและหลักสูตรในสมัยสุโขทัย
การศึกษาสมัยนี้ใช้วัดเป็นสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอนยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ยังไม่มีหลักสูตร ไม่มีการจัดการศึกษาภาคบังคับ วิชาที่เรียนมีจุดมุ่งหมายเพื่อการอ่านออกเขียนได้ การสอนเป็นการให้เปล่าไม่มีการตอบแทน
1.2  การศึกษาและหลักสูตรสมัยกรุงศรีอยุธยา
มีแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรกเกิดขึ้น คือจินดามณี ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเองได้ ในสมัยนี้ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ หลายประเทศ ดังนั้นหลักสูตรสมัยนี้จึงกำหนดให้เรียนภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ จีน เลข โหราศาสตร์ วิชาช่าง และวิชาชีพต่าง ๆ
1.3  การศึกษาสมัยกรุงธนบุรี
มีระยะเวลาสั้น จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำนุบำรุงบ้านเมืองให้คืนสภาพภายหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 พ.ศ.2310
1.4  การศึกษาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ในสมัยนี้มีการติดต่อกับประเทศอังกฤษ จึงมีการศึกษาอย่างกว้างขวาง วัดและบ้านเมืองยังเป็นที่ให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา แต่เนื่องจากพระเป็นผู้รับมอบให้จัดการศึกษา จึงเป็นการให้การศึกษาแก่พลเมืองชายมากกว่า ส่วนการศึกษาของสตรียังไม่เป็นที่นิยม
1.5    การศึกษาและหลักสูตรสมัยปฏิรูปการศึกษา (สมัยรัชกาลที่ 5)
ได้มีการตั้งโรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ.2414  นับว่าเป็นโรงเรียนแรกที่มีลักษณะเป็นโรงเรียนแผนปัจจุบันเกี่ยวกับหลักสูตรมีการสอนวิชาหนังสือและเลข ตลอดจนขนบธรรมเนียมในราชการเพื่อฝึกคนเข้ารับราชการ โรงเรียนหลวงแห่งนี้ดำเนินการอยู่ได้ 5 ปี ต้องเลิกไปเพราะครูกลับยุโรป ระยะหลัง พ.ศ.2424 มีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและเข้ารับการศึกษามากขึ้นจึงทรงโปรดให้ขยายโรงเรียน เพื่อสนองความต้องการของประชาชน โปรดให้ตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ มีการทำแบบเรียนหลวงใช้แทนจินดามณี คือแบบเรียนภาษาไทย แต่งโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร นอกจากนั้นให้เรียนภาษาอังกฤษ และวิชาสำหรับข้าราชการพลเรือน  จัดให้มีการสอบไล่หนังสือไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ปี พ.ศ.2427  โดยผู้สอบได้จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าสอบได้ชั้นประโยคหนึ่ง จะไปรับราชการต่อประโยค 2 ได้ ต่อมา ปี พ.ศ.2429  ได้มีการแก้ไขหลักสูตรสำหรับสอบไล่เพื่อให้สอดคล้องกับแบบเรียนเดิม และให้มีการวางระเบียบการสอบไล่ภาษาอังกฤษ ได้มีการขยายโรงเรียนแบบหลวงออกไปตามวัด เรียกว่าโรงเรียนมูลศึกษา โรงเรียนที่ตั้งในวัดแห่งแรก คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม เป็นโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรทั่วไป  มีการตั้งกรมศึกษาธิการในปี พ.ศ.2430 และกระทรวงธรรมการในปี พ.ศ.2435 ต่อมาได้เลิกหนังสือแบบเรียนหลวง 6 เล่ม และเปลี่ยนเป็นใช้แบบเรียนเร็ว ซึ่งสามารถเรียนได้เร็วกว่า แบบเรียนนี้   1 ชุด มี 3 เล่ม และใช้ตลอดมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ในปี พ.ศ.2447 ได้ตั้งสามัคยาจารย์สมาคม สมาคมได้ออกจดหมายเหตุชื่อ วิทยาจารย์ ซึ่งยังคงเป็นวารสารของคุรุสภา
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาและหลักสูตรต่อมาจนถึง
พ.ศ.2475 ดังนี้
  1. ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย
  2. ตราพระราชบัญญัติ โรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.2461
  3. ตราพระราชบัญญัติ ประถมศึกษา พ.ศ.2464 บังคับเด็กอายุ 7 ปี บริบูรณ์ให้เรียนหนังสือจนอายุ 14 ปี บริบูรณ์ อายุบังคับอาจจะขยายเป็น 8,9,10 ปีก็ได้แล้วแต่กรณี
  4. มีการเก็บเงินช่วยเหลือการศึกษาภาคบังคับ เรียกว่าเงินศึกษาพลี ชายอายุ 14-60 ปีต้องเสียในอัตรา 1-3 บาท แล้วแต่ท้องที่จะกำหนด
  5. ประกาศแผนการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2456,2458 และ 2464
  6. เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2462
  7. สภากาชาดไทยได้จัดตั้งอนุสภากาชาดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2465
  8. จัดตั้งกองลูกเสือขึ้นเมื่อ พ.ศ.2466
1.6    การศึกษาและหลักสูตรหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.2475-2521)
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ได้มีประกาศแผนการศึกษาแห่งชาติใหม่ เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้ประกาศใช้หลักสูตร พ.ศ.2480 ประกอบด้วยหลักสูตรประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนหลักสูตรเตรียมอุดมศึกษาเป็นหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจะจัดขึ้นเองเป็นการภายใน ต่อมาในปี พ.ศ.2491 และในปี พ.ศ.2492 ได้ประกาศใช้หลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษาใหม่ ในปี พ.ศ.2494  ได้มีการเปลี่ยนแปลงแผนการศึกษาชาติใหม่ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเดิมให้ถือเป็นวิสามัญศึกษาควบคู่กับอาชีวศึกษาตอนต้น และกำหนดให้มีมัธยมศึกษาสามัญศึกษาขึ้นใหม่โดยเน้นหนักทางหัตถศึกษามากขึ้นกว่าสายสามัญ เมื่อจบมัธยมศึกษาแล้ว ไม่ต้องการเรียนต่อทางสายวิสามัญแต่อาจจะต่อทางสายอาชีวศึกษาการศึกษาพิเศษหรือการศึกษาผู้ใหญ่ มัธยมศึกษาที่จัดตั้งใหม่นี้ยังไม่ประกาศเป็นหลักสูตรออกบังคับใช้ เป็นแต่เพียงหลักสูตรที่ปรับปรุงใช้เป็นการภายใน เนื่องจากอยู่ในระหว่างการทดลองต่อมาปี พ.ศ.2498  กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงหลักสูตรประถมศึกษาและเตรียมอุดมใหม่ เฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ปฏิรูปการสอนภาษาไทยตามแนวการศึกษาแผนใหม่แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ใช้ได้อยู่ 5 เดือน จึงประกาศยกเลิกและกลับไปใช้หลักสูตรประถมศึกษาเดิม ส่วนหลักสูตรอุดมศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง แต่ยังคงแบ่งเป็นแผนกอักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และมีวิชาเลือกมากขึ้น และใช้หลักสูตรนี้เรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ.2504 ในปี พ.ศ.2503 ได้ประกาศใช้หลักสูตรประถม และมัธยมศึกษาพร้อมๆ กัน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 จัดการศึกษาเป็น 4 ระดับคือ การศึกษาก่อนการศึกษาภาคบังคับ อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา สำหรับหลักสูตรประถมศึกษา แบ่งเป็น ประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี ประถมศึกษาตอนปลาย 3 ปี หลักสูตรประกอบด้วยวิชา 6 หมวดใหญ่ๆ ในชั้นประถมศึกษาตอนต้น คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย ศิลปศึกษา พลานามัย สำหรับประถมศึกษาตอนปลายเพิ่มหมวดวิชาภาษาอังกฤษ และหัตถศึกษา ส่วนหลักสูตรมัธยมศึกษาแบ่งเป็น 2 สาย คือ สายสามัญ สายอาชีพแบ่งเป็น มัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย แต่ละประโยคอาจจัดเป็น 1, 2 หรือ 3 ชั้นก็ได้  ตามลักษณะของวิชาชีพแม้จะแบ่งเป็นสายแต่ก็มีหลักสูตรร่วมกันอยู่ส่วนหนึ่งที่ทุกคนต้องเรียนร่วมกัน  ต่อมาจนกระทั่งปี พ.ศ.2517  สภาพของบ้านเมืองทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้เปลี่ยนแปลงไป มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านศิลปะวิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก หลักสูตร พ.ศ.2503 จึงดูล้าสมัย เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศเพราะการศึกษาไม่สามารถช่วยให้บุคคลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและอาชีพได้ การศึกษาเป็นการศึกษาที่ไม่จบในตนเองแต่ละระดับเป็นการศึกษาเพื่อศึกษาต่ออยู่เรื่อยๆ และเป็นการศึกษาในลักษณะแพ้ คัดออกในทุกระดับ จึงมีคนจำนวนน้อยที่มีโอกาสเรียนสูง และคนจำนวนมากไม่ได้เรียน คนที่ไม่ได้เรียนจะไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไปประกอบอาชีพหรือดำเนินชีวิตที่ดีได้ จึงเป็นการเสียเวลาและสูญเปล่าของทรัพยากรหลักสูตรก็เน้นแต่เพียงความสามารถทางด้านสติปัญญาเพียงด้านเดียว นอกจากนั้นประชาชนและเยาวชน มีความคิดที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากด้วยการแสดงออกในรูปของการรวมพลังจนก่อให้เกิดความสับสนในสังคมเป็นอันมาก นักบริหารและนักการศึกษา  เห็นปัญหาเหล่านี้ จึงได้พยายามที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศอยู่หลายครั้ง ทั้งในรูปของการปรับปรุงโครงการศึกษา หรือแผนการศึกษาแห่งชาติรวมทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา แต่ไม่ค่อยได้ผลนัก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงบางเรื่องและบางส่วนเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่า การจัดการศึกษาที่มุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ดังนั้นในปีเดียวกันนี้เอง (25 มิถุนายน 2517)  คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการพื้นฐานเพื่อปฏิรูปการศึกษา โดยมีหน้าที่ เสนอแนวทางการวางพื้นฐานเพื่อปฏิรูปการศึกษา ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนและลักษณะอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับกาลสมัยเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตย โดยมี ดร.สิปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานกรรมการวางพื้นฐานเพื่อปฏิรูปการศึกษา และได้มาตรการที่พึงปฏิบัตินำเสนอคณะรัฐมนตรี ด้านหลักสูตร ใช้ระบบการศึกษา 6:3:3 แทน 7:3:2 หรือ 4:3:3:2 กล่าวคือใช้เวลา 6 ปีสำหรับประถมศึกษา 3 ปี สำหรับมัธยมศึกษาตอนต้น และ 3 ปี สำหรับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปรับปรุงหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้และแบบเรียน การปฏิรูปการศึกษา มิได้เกิดอย่างจริงจังทั้งนี้เพราะความผันผวนทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง ต่อมา พ.ศ.2520  กระทรวงศึกษาธิการให้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพของสังคม และหลักการของการปฏิรูปการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม จนปรับปรุงแล้วเสร็จก่อน คือหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศใช้ในปีการศึกษา 2518 โครงสร้างของหลักสูตรมีทั้งวิชาเลือกและวิชาบังคับเพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสามารถตามความถนัด และความสนใจของตนเอง ส่วนหลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นได้ดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อมาเป็นลำดับ ประกาศใช้เป็นหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช  2521  หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 ต่อมาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของสังคม เศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ ในปีพุทธศักราช 2533,2544 และ พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรในปัจจุบัน
2.  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2503
                พ.ศ.2503 ได้ประกาศแผนการศึกษาฉบับใหม่ แผนการศึกษาชาติฉบับนี้ได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันเรียกว่า แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ได้แบ่งการศึกษาสายสามัญศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ
1) อนุบาลศึกษา
2) ประถมศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
     - ประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี
     - ประถมศึกษาตอนปลายมี 3 ปี
3) มัธยมศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
     - มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี
     - มัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ปี
พร้อมกันนี้ก็ได้ประกาศใช้หลักสูตรฉบับใหม่ขึ้นอีก สำหรับในระดับประถมศึกษา ได้ประกาศใช้หลักสูตร 2 ฉบับ คือ หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2503 และหลักสูตรประถมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2503  เหตุผลที่แบ่งเป็น 2 ตอน เพราะ มีการเพิ่มเนื้อหามากขึ้น และได้มีการระบุเนื้อหาวิชาสำหรับทุกระดับชั้นเรียน
                2.1 การวัดผลประเมินผล
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการวัดผลการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2504 แบ่งการวัดผลนักเรียนแต่ละคนทั้ง 3 ประเภท คือ
1)      การวัดผลด้านพัฒนาการทางนิสัย
2)      การวัดผลงานระหว่างปี
3)      การสอบปลายปี
2.1.1 ผู้มีหน้าที่วัดผลคือ
                การวัดผลด้านพัฒนาการทางนิสัย และการวัดผลงานระหว่างปีให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน สำหรับในการสอบปลายปี ปฏิบัติดังนี้
- ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ให้โรงเรียนเป็นผู้สอบ
- ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปฏิบัติดังนี้
- โรงเรียนประชาบาล ให้ศึกษาธิการอำเภอจัดการสอบ โดยอนุมัตินายอำเภอ
- โรงเรียนเทศบาล ให้เจ้าหน้าที่จัดการศึกษาแห่งเทศบาล หรือศึกษาธิการอำเภอจัดการสอบโดยอนุมัตินายกเทศมนตรีหรือนายอำเภอแล้วแต่กรณี
- โรงเรียนสังกัดกองการศึกษาพิเศษ
สังกัดส่วนกลาง ให้หัวหน้ากองการศึกษาพิเศษเป็นผู้สอบ
สังกัดจังหวัดให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้สอบ
สังกัดอำเภอ ให้ศึกษาธิการอำเภอเป็นผู้สอบ โดยอนุมัตินายอำเภอ
- โรงเรียนราษฎร์
สังกัดส่วนกลาง ให้โรงเรียนราษฎร์เป็นผู้สอบ
สังกัดส่วนภูมิภาคให้ศึกษาธิการอำเภอจัดการสอบ โดยอนุมัตินายอำเภอ
- โรงเรียนสาธิตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้สอบ
2.1.2 การสอบปลายปีทุกชั้น ให้สอบในระยะ 20 วัน ก่อนวันสิ้นปีการศึกษา
2.1.3 นักเรียนที่จะเข้าสอบปลายปีได้นั้น ต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเปิดเรียนในรอบปีการศึกษา แต่ถ้านักเรียนคนใดมีเวลาเรียนน้อยกว่าที่กำหนดไว้นี้ เพราะเหตุจำเป็นอย่างแท้จริง และเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้วเห็นว่านักเรียนคนนั้นมีพัฒนาการทางกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญาความรู้ได้ระดับ ก็ให้สั่งอนุญาตเข้าสอบปลายปีได้
2.1.4 นักเรียนที่มีสติปัญญาความรู้ดีเด่น สามารถเลื่อนชั้นสูงกว่าเดิมได้อีกหนึ่งชั้น ยกเว้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการเลื่อนชั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองเป็นหลักฐานด้วย ผู้มีอำนาจอนุมัติเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจตามต้นสังกัดของประเภทโรงเรียนนั้นๆ ทั้งนี้นักเรียนที่จะได้เลื่อนชั้น มีอายุกำหนดการเลื่อนดังนี้
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนขึ้นไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต้องมีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เลื่อนขึ้นไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต้องมีอายุ 8 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เลื่อนขึ้นไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต้องมีอายุ 9 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป
2.1.5 คะแนนการสอบแบ่งเป็นดังนี้
คะแนนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 แยกเป็น
คะแนนพัฒนาการทางนิสัย     ร้อยละ 10 ของคะแนนรวม
คะแนนระหว่างปี                  ร้อยละ 65 ของคะแนนรวม
คะแนนปลายปี                     ร้อยละ 25 ของคะแนนรวม
คะแนนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4 แยกเป็น
คะแนนระหว่างปี                  ร้อยละ 50 ของคะแนนรวม
คะแนนปลายปี                    ร้อยละ 50 ของคะแนนรวม
http://learners.in.th/blog/nusandnun/411314

ลิ้งค์ประวัติการศึกษาไทย

http://www.kroobannok.com/3345
http://www.kroobannok.com/3345

จุดมุ่งหมายการศึกษาในอดีต


การปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พ.ศ.2411-2453

                    การปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลที่ 5 นับได้ว่าเป็นการปฏิรูปที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาของตะวันตก ซึ่งมีความเจริญก้าวห้าไปมากแล้ว1.ความเป็นมาของการศึกษาไทยในอดีต
                    ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การศึกษาของคนไทยจะอาศัยวัดเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนกุลบุตรทั้งหลาย เช่น การสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้และการสอนวิชาช่างต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ชายไทยทุกคนเมื่อครบ 20 ปี ก็จะต้องเข้าสู่เพศบรรพชิต โดยขณะที่บวชเป็นพระจำพรรษาอยู่ที่วัดก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนในด้านการเขียนการอ่านและวิชาช่างต่างๆ ส่วนสตรีไทยก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับกิริยามารยาท การเย็บปักถักร้อย และงานประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับดอกไม้จากครอบครัวของตนเอง เพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านที่ดีต่อไป
                    สมัยรัชกาลที่ 4 ไทยได้ทำการติดต่อกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง อันเป็นผลมาจากการทำสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ.2398 และทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนใช้การได้ดี และนำประโยชน์จากการเรียนภาษาอังกฤษไปใช้ในการปรับเปลี่ยนนโยบายาการบริหารบ้านเมืองของพระองค์อีกด้วย
                    พ.ศ.2404 รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้จ้างนางแอนนาเลียวโนเวนส์ สตรีชาวอังกฤษมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในพระราชโอรสและพระราชธิดา โดยตั้งโรงเรียนขึ้นพระบรมมหาราชวัง ให้บรรดาพระเจ้าลูกยาเธอที่พระชันษาพอจะเล่าเรียนได้เข้าเรียนทุกพระองค์ นางแอนนาสอนอยู่ได้ประมาณ 3 ปีก็กลับไป ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้จ้างนายเชนต์เลอร์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน ทำหน้าที่เป็นครูสอนแทน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาสมัยใหม่แบบตะวันตก
http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/Pa-tirup-Education.htm
2.สาเหตุที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5
                1.การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นกระแสกดดันให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศในทุกๆด้าน และการเปลี่ยนแปลงนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความเห็นว่า การปรับปรุงการศึกษาตามแบบสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
                2.การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญาและความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกันที่มาเมืองไทยเพื่อการค้า เผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย
                3.การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเชียและยุโรป ได้ทำให้พระองค์ทรงได้แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่มาใช้กับประเทศไทยด้วย
                4.สืบเนื่องมาจากการเลิกทาสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทาสอีก
                5.สืบเนื่องมาจากความต้องการบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบใหม่เข้าทำงาน
3.จุดมุ่งหมายในการปฏิรูปการศึกษา
               
จุดมุ่งหมายในการปฏิรูปการศึกษา ที่สำคัญมี 3 ประการ คือ
                    1.เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการ
                    2.เพื่อให้ราษฎรมีความรู้สูงขึ้น จะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและเป็นรากฐานที่สำคัญในการปรับปรุงประเทศ   
                    3.เพื่อประโยชน์ทางด้านศาสนาให้เด็กได้ใกล้ชิดพระศาสนามากขึ้น และเป็นรากฐานในการศึกษาพระศาสนาต่อไป
4.การดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
               
4.1 การจัดตั้งโรงเรียนหลวงและโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษใน พ.ศ.2414
                        โดยการจัดตั้งโรงเรียนหลวงใน พ.ศ. 2414 เป็นโรงเรียนแห่งนี้แตกต่างโรงเรียนแบบโบราณหรือโรงเรียนวัด เพราะมีสถานที่เล่าเรียนจัดไว้เฉพาะ มีฆราวาสเป็นครูและทำการสอนตามเวลาที่กำหนด วิชาที่สอนมีทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและวิชาอื่นๆ ที่ไม่เคยสอนในโรงเรียนแบบโบราณและรับนักเรียนไว้เฉพาะ เพื่อจะได้ฝึกฝนเล่าเรียนให้รู้หนังสือ รู้จักคิดเลขและเรียนรู้ขนบธรรมเนียมให้ชัดเจน   หลังจากจัดตั้งโรงเรียนหลวงแล้ว ทรงสถาปนาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขึ้นอีก เพื่อสอนภาษาให้แก่เจ้านายสำหรับใช้ประโยชน์ในการเจรจากับชาวต่างประเทศและผู้แทนของมหาอำนาจตะวันตก
                4.2 การสถาปนาโรงเรียนทหารมหาดเล็กใน พ.ศ.2424
                        พ.ศ.2424 ทรงสถาปนาโรงเรียนทหารมหาดเล็กขึ้นและขยายกิจการออกไปเป็นโรงเรียนที่สอนวิชาพลเรือนด้วยใน พ.ศ.2425 ณ พระตำหนักสวนกุหลาบในพระบรมมหาราชวัง
                4.3 การสถาปนาโรงเรียนสำหรับทวยราษฎร์แห่งแรกใน พ.ศ. 2427
                    พ.ศ.2427 ทรงโปรดเกล้าฯให้สถาปนาโรงเรียนสำหรับราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯ   เพื่อให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาแบบใหม่เช่นเดียวกับบรรดาบุตรหลานของเจ้านายและขุนนางที่เรียนอยู่ในวัง
                4.4 การจัดตั้งโรงเรียนในมณฑลต่างๆใน พ.ศ. 2428 เพื่อให้การศึกษาแก่เยาวชนตามหัวเมือง เป็นผลให้การศึกษาขยายออกไปอย่างกว้างขวางตามลำดับ
                4.5 การจัดตั้งกรมศึกษาธิการใน พ.ศ. 2430
              จากการที่ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรทั้งในกรุงเทพฯและในหัวเมือง เพื่อให้การศึกษาแก่เยาวชนตามหัวเมืองต่างๆ เป็นผลให้การศึกษาขยายออกไปอย่างกว้างขวางจึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง จึงทรงโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งกรมศึกษาธิการขึ้นใน พ.ศ. 2430 เพื่อรับผิดชอบการจัดการศึกษา โดยมีหน้าที่ควบคุมดูแลทางด้านการศึกษา การจัดตั้งโรงเรียน ดูแลเรื่องหนังสือแบบเรียนหลวงและการสอบไล่
                4.6 การจัดตั้งกระทรวงธรรมการใน พ.ศ.2435
                        ภายหลังที่ได้มีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินใน พ.ศ.2435 ได้มีการยกฐานะกรมศึกษาธิการขึ้นเป็นกระทรวงธรรมการ และได้มีการจัดประเภทของโรงเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ
                        1)โรงเรียนมูลศึกษา จัดตั้งทั่วไปทั้งในกรุงและหัวเมือง มีวัตถุประสงค์ที่จะขยายการเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลายและเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น โรงเรียนประเภทนี้มี 2 แบบ คือ โรงเรียนมูลศึกษาชั้นต่ำและโรงเรียนมูลศึกษาชั้นสูง โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบนี้เรียกว่า โรงเรียนหลวง
                        2)โรงเรียนเชลยศักดิ์ เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นโดยการอนุมัติของกระทรวงธรรมการเปิดสอนเหมือนกับโรงเรียนหลวง แต่เปิดสอนภาษาไทยโบราณ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาแขก เรียกว่า โรงเรียนเชลยศักดิ์พิเศษ
                        พ.ศ.2420 ได้มีโรงเรียนประเภทเดียวกันนี้เกิดอีกโรงเรียนคือ โรงเรียนอัสสัมชัญ ส่วนโรงเรียนราษฎร์ของไทย คือโรงเรียนบำรุงวิทยาลัย ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2448  สำหรับการศึกษาของสตรี มิชชันนารีอเมริกันที่มีบทบาทต่อการศึกษาของสตรี คือ นางแฮเรียท เอ็ช.เฮาส์ ได้เคยเข้าไปทำการสอนในพระบรมมหาราชวังสมัยรัชกาลที่ 4 มาแล้ว ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ได้เป็นผู้พยายามตั้งโรงเรียนกินนอนสตรีที่จัดตามแบบตะวันตกแท้ๆ ในประเทศไทย เรียกว่า โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง พ.ศ.2417
                        พ.ศ.2438 ได้มีการจัดการศึกษาและหลักสูตรใหม่ คือจัดชั้นเรียนเป็นประโยค 1 ประกอบด้วยชั้น 1,2,3 ประโยค 2 ประกอบด้วยชั้น 1,2,3 ประโยค 3 ประกอบด้วย 1,2,3,4
                4.7 การประกาศใช้โครงการศึกษาของชาติใน พ.ศ. 2441 โครงการนี้ได้แยกประเภทการศึกษาออกเป็นดังนี้
                        1)การศึกษาสามัญศึกษา ประกอบด้วยมูลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
                        2)การศึกษาพิเศษ เรียนวิชาเฉพาะที่มีการฝึกหัดอาจารย์ ศิลปะ กฎหมาย การแพทย์ การช่าง การค้า การเพาะปลูก  สำหรับการศึกษาในหัวเมือง การจัดการศึกษาจะแบ่งออกเป็นมณฑลการศึกษาทุกมณฑล การศึกษาจะมีสารวัตรใหญ่ทางการศึกษาทำหน้าที่ตรวจสอบวางแผนการเล่าเรียนและทำรายงานประจำปี ส่วนเมืองที่เป็นศูนย์กลางของมณฑลจะมีโรงเรียนฝึกหัดครู ทำการผลิตครูป้อนโรงเรียนต่างๆในมณฑลนั้น นอกจากนี้แล้วแต่ละมณฑลจะต้องมีโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วย
                    พ.ศ.2441 การจัดการศึกษาในหัวเมืองให้แยกออกจากกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ โดยให้ผู้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และภายการสนับสนุนของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดี กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่จัดการศึกษาของกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ ซึ่งมีเฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น ส่วนการศึกษาในหัวเมืองมอบหมายให้คณะสงฆ์จัดการภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงมหาดไทย
                    4.8 การประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2445 โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 สาย คือ สายสามัญและสายวิสามัญ ในการจัดการศึกษาได้แบ่งงานกันระหว่างพระสงฆ์กับกรมศึกษาธิการดังนี้คือ พระสงฆ์จัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนในระดับสูงกว่าชั้นประถมศึกษาเป็นหน้าที่ของกรมศึกษาธิการ
                    4.9 การปรับปรุงการจัดการศึกษาใน พ.ศ.2450 ได้มีการแบ่งสายของสามัญศึกษาออกเป็น 2 สาย คือ สายสามัญกับสายพิเศษ และได้มีการแก้ไขหลักสูตรใน พ.ศ.2451 โดยมีหลักสูตรสำหรับเด็กหญิงในชั้นมูลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา แต่ไม่มีภาษาอังกฤษ วิชาคำนวณก็ลดน้อยลง มีเลขเพียงอย่างเดียว แต่เพิ่มวิชาการเรือน สุขวิทยา จรรยา ศิลปะ(การฝีมือ ทอผ้า ดนตรี ขับร้องและการครัว) ส่วนผู้ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษก็ต้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาพิเศษที่จัดไว้ต่างหาก
                    4.10 การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาระหว่างกระทรวงธรรมการและกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2452 โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการศึกษาเบื้องต้นให้ทวยราษฎรทั่วราชอาณาจักรรับไปดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ. 2453 เป็นต้นไป ส่วนการศึกษาชั้นสูงนั้นให้กระทรวงธรรมการเป็นผู้จัด
5.บทบาทของคณะสงฆ์ในการจัดการศึกษาตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา
           
    5.1 สาเหตุที่คณะสงฆ์เข้าไปมีบทบาทในการจัดการศึกษาตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา
                   หลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ทรงขอให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เจ้าคณะรองคณะธรรมยุตินิกาย เป็นผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาในหัวเมือง เพราะมีเหตุผลดังนี้
                    1) การศึกษาในหัวเมืองยังไม่สามารถขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางได้ตามที่รัฐบาลต้องการ เนื่องจากกลไกของรัฐบาลยังไม่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนกำลังคนที่มีความสามารถไปดำเนินการ
                    2) ความสามารถเฉพาะพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เจ้าคณะรองคณะธรรม-ยุตินิกาย เพราะทรงมีความรอบรู้ในการศึกษาแบบใหม่ ได้ทรงจัดการศึกษาในมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นวิทยาลัยสงฆ์เกิดผลดีเป็นอย่างมาก เพราะเรียนทั้งภาษาไทย บาลี สันสฤต อังกฤษ คณิตศาสตร์เบื้องต้น และวิชาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง นอกจากนี้จัดให้มีการสอบแบบใหม่ด้วยการสอบข้อเขียน มีการคิดคะแนนในการสอบซึ่งเป็นการตัดสินว่าสอบได้หรือสอบตก ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงพอพระทัยมาก
                    3) คณะสงฆ์มีกำลังคน คือ พระภิกษุที่สามารถอ่านออกเขียนได้ สามารถที่จะเป็นครูสอน และนอกจากนั้นก็ยังมีสถานที่คือวัดซึ่งใช้แทนโรงเรียนได้ ดังนั้นการที่คณะสงฆ์และพระภิกษุสงฆ์ที่กระจายอยู่ตามหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักรเข้ามามีบทบาทช่วยจัดการศึกษาในหัวเมือง ถือว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลไปได้บ้าง
                5.2 การจัดการศึกษาตามหัวเมืองของคณะสงฆ์
                     ภายหลังจากกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงรับนโยบายที่จะขยายการศึกษาออกไปตามหัวเมืองจากรัชกาลที่ 5 แล้ว พระองค์ทรงดำเนินนโยบายดังนี้คือ
                    1) ปลุกใจข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนให้สละเงินจัดตั้งโรงเรียนตามวัดหรือตามบ้าน ส่วนรัฐบาลเป็นแต่เพียงให้เงินบำรุงตามสมควร และแจกหนังสือแบบเรียนหลวงให้ฟรี
                    2) ให้มหามกุฎราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูสอนวิชาความรู้สมัยใหม่แก่ภิกษุที่ส่งมาจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อกลับไปเป็นครูสอนในท้องที่ภูมิลำเนาเดิม
                    3) ต้องมีการสอนจริยธรรมแก่นักเรียน
                    4) ช่วยแต่งหนังสือแบบเรียน
                    กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ดำเนินการพิจารณาแต่งตั้งพระราชาคณะที่มีความสามารถเป็นผู้อำนวยการประจำมณฑล แต่ไม่ครบทุกมณฑล เพราะหาผู้ที่มีความสามารถไม่ได้ ต่อจากนั้นให้ผู้อำนวยการศึกษาประจำมณฑลตั้งผู้อำนวยการศึกษาประจำเมือง เพื่อช่วยกันดำเนินงานจัดการศึกษาตามนโยบายรัชกาลที่ 5 ทรงมอบหมายไว้
                    หลังจากนั้นไม่นาน ข้าราชการและประชาชนที่มีความศรัทธาต่อคณะสงฆ์ ก็ได้ให้ความร่วมมือช่วยกันจัดสร้างโรงเรียน จนกระทั่งมีโรงเรียนตั้งใหม่เกิดขึ้นในหัวเมืองเป็นจำนวนมากและเร็วกว่าที่รัฐบาลจะลงมือทำเองเสียอีก   ในระหว่างที่กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองอยู่นั้น พระองค์ทรงตรวจพิจารณาแบบเรียนทุกเรื่องที่กรมศึกษาธิการจะพิมพ์จำหน่ายด้วยพระองค์เอง
                    การจัดการศึกษาในหัวเมืองของคณะสงฆ์ดำเนินต่อมาจนถึง พ.ศ.2445 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงขอโอนจัดการศึกษาในหัวเมืองไปให้กระทรวงธรรมการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้เพราะพระราชาคณะที่เป็นผู้อำนวยการให้หัวเมืองต้องประสบกับความยากลำบากในการเดินทาง ทำให้ต้องอาพาธอยู่เสมอ ประกอบกับต้องเกี่ยวข้องกับการเบิกเงินไปดำเนินการอันขัดกับข้อวัตรปฏิบัติของสงฆ์ รัชกาลที่ 5 ทรงเข้าใจเหตุผลจึงทรงอนุญาต กระทรวงธรรมการ   จึงดำเนินการจัดการศึกษาในหัวเมืองแทนคณะสงฆ์นับแต่นั้นมา
6.ผลของการปฏิรูปการศึกษา
               
1. ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างมาก เพราะการศึกษาสมัยใหม่ได้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคคลทุกระดับ ให้มีความรู้ความเข้าใจต่อการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก
                2. สามารถสนองตอบต่อการปฏิรูประบบราชการสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบราชการสมัยใหม่ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้อ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องการในเบื้องต้น
                3. เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ของบุคคลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากระบบไพร่และทาส
                4. ส่งผลให้อาชีพรับราชการเป็นที่นิยมของสังคมไทยตั้งแต่นั้นมา เพราะทางราชการได้เสริมสร้างให้คนมีการศึกษาได้เข้ารับราชการ แล้วได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น
                5. การปฏิรูปการศึกษาได้เป็นพื้นฐานที่จะพัฒนาบุคคลให้ได้รับการศึกษาในระดับสูงต่อไปในต่างประเทศ  โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ซึ่งคนเหล่านี้ต่างก็ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งเจ้านาย ขุนนางและข้าราชการ  ภายหลังที่จบการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็กลายเป็นผู้นำสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในระยะหลังต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะผู้ก่อการในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ก็เป็นผลิตผลของนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5

เวบการศึกษา ทั้งหมด

http://www.curriculum51.net/
http://www.curriculum51.net/
http://www.curriculum51.net/

พรบ.การศึกษา 2551

http://www.curriculum51.net/viewpage.php?t_id=143
http://www.curriculum51.net/viewpage.php?t_id=143
http://www.curriculum51.net/viewpage.php?t_id=143

กฏหมายการศึกษา

http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm
http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm
http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm
http://www.moe.go.th/main2/plan/p-r-b42-01.htm